ผู้เขียน: adminone

คุณรู้หรือไม่ การเคี้ยวอาหารช้าหรือเร็ว มีผลต่อความอ้วนของคนเราได้

  การเคี้ยวอาหารช้าหรือเร็ว ในยุคสังคมปัจจุบันที่เป็นสังคมที่มีการรีบเร่งอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็จะทำให้เรานั้นรีบทำสิ่งต่างๆเหล่านั้นอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นเช้ามารีบอาบน้ำ  รีบกินข้าว รีบไปทำงาน

และเมื่อถึงที่ทำงานก็ยังต้องรีบทำงานให้ทันที่เจ้านายสั่ง รีบกินข้าวเที่ยงเพื่อให้ทันกลับไปทำงานช่วงบ่าย พอตกเย็นก็ต้องรีบนอน เพื่อให้ตื่นแต่เช้าได้ และแน่นอนว่าหนึ่งในการรีบของเราที่เราเห็นทุกวันนั้นก็คือการรีบกินข้าว กินอาหารนั่นเอง 

              แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการรีบกินอาหารของคุณนั้น มันจะทำให้คุณเป็นคนที่เคี้ยวอาหารเร็ว และเมื่อกินเร็วเคี้ยวข้าวไม่ละเอียด มันสามารถส่งผลเสียตามมาได้หลายอย่างและหนึ่งในนั้นก็คือ การทำให้คุณ อ้วนได้นั่นเอง 

           คุณเคยสังเกตไหมว่า บางคนอาจจะกินข้าวด้วยการเคี้ยวช้าช้าแต่บางคนนั้นก็กินแบบเคี้ยวเร็วมากซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้โดยให้คนสองคนนั่งอยู่ด้วยกันกินข้าวในปริมาณที่เท่ากันจะเห็นได้ว่าบางคนนั้นข้าวหมดจานไปเรียบร้อยแล้วเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้นในขณะที่อีกคนนั้นยังเหลือข้าวอีกถึงครึ่งจานกลมมีลักษณะของการกินข้าวที่เร็วเกินไปนั้นมันจะทำให้คุณอ้วนได้ง่าย

             เนื่องจากว่าพอกูกินข้าวเข้าไปแล้วกระเพาะอาหารของคุณจะไม่ได้ย่อยทันทีเพราะมันจะต้องส่งสัญญาณไปที่สมองของคุณว่าอาหารมาแล้วเพื่อที่จะสั่งให้ร่างกายของคุณนั้นทำการย่อยอาหารอีกครั้งหนึ่ง

  นอกจากนี้การที่คุณเคี้ยวอาหารลงไปอย่างรวดเร็วเมื่ออาหารไหลไปถึงกระเพาะอาหารแล้วระบบยังไม่สั่งการที่สมองว่าตอนนี้มีอาหารอยู่ในกระเพาะอาหารแล้ว และมีในปริมาณที่พอเพียงทำให้อิ่มได้แล้ว

 

            แต่เนื่องจากว่าระบบสั่งการในสมองมันสั่งการช้ากว่าการกินของคุณจึงทำให้คุณนั้นยังมีการกินอาหารเพิ่มเข้าไปและเพิ่มเข้าไปในปริมาณที่เยอะมากซึ่งถ้าเป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆเป็นประจำวันก็จะทำให้คุณนั้นควรได้นั่นเอง

ในทางตรงกันข้ามกันถ้าหากว่าคุณนั้นกินอาหารเข้าไปโดยเคี้ยวช้าช้า มันจะเพียงพอกับเวลาที่ทำให้ร่างกายของคุณนั้นสามารถเข้าไปเติมสมองให้สั่งการได้ว่าตอนนี้มีอาหารเข้ามาแล้ว

        ซึ่งเมื่อเรากินในปริมาณที่พอสมองของคุณจะสามารถสั่งการได้ทันว่าตอนนี้ร่างกายของคุณต้องการอาหารที่เพียงพอแล้วคุณสามารถกินได้แล้วดังนั้นมันจะสามารถควบคุมปริมาณอาหารที่ไม่ให้เยอะมากเกินไปในร่างกายของคุณนั่นเองเห็นไหมคะว่าการเคี้ยวอาหารช้าหรือเร็วนั้นก็มีผลต่อความอ้วนของคนเราได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้นเราจึงไม่ควรที่จะเคี้ยวอาหารเร็วเกินไปเพราะนอกจากจะทำให้เราอ้วนได้แล้วยังเกิดอันตรายได้ด้วยถ้าหากว่าเคี้ยวไม่ละเอียดแล้วมีชิ้นส่วนของอาหารไปติดกับคออาจจะทำให้คุณหายใจไม่ได้และอาจเสียชีวิตได้เช่นเดียวกัน 

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝากเงิน ออโต้

0 Comments
Read Full

มาทำความรู้จักวัคซีน ชิโนฟาร์ม กันเถอะ 

        วัคซีน ชิโนฟาร์ม   เมื่อไม่นานมานี้ได้มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการนำเข้าวัคซีนซึ่งเป็นการนำเข้าจากทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยวัคซีนที่ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะมีการนำเข้านั้นระบุว่าเป็นวัคซีนยี่ห้อชิโนฟาร์มดังนั้นวันนี้เราจะมาหาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนชนิดนี้กันว่าสามารถป้องกัน covid-19  ได้มากน้อยแค่ไหนและมีอันตรายหรือไม่

ข้อมูลของวัคซีนชิโนฟาร์มนั้นต้นกำเนิดแหล่งผลิตนั้นมาจากประเทศจีน

และบริษัทที่ผลิตนั้นก็เป็นบริษัทของคนจีนโดยเฉพาะโดยบริษัทที่ผลิตก็มีชื่อว่าชิโนฟาร์มเช่นเดียวกันอย่างไรก็รักษาสำหรับวัคซีนชนิดนี้มีการรับรองมาจาก  WHO  แล้วว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยและมีคนมากกว่า 65 ล้านคนแล้วที่มีการฉีดวัคซีนชนิดนี้เข้าไปและไม่ได้รับผลกระทบ 

        นอกจากนี้วัคซีนชนิดนี้ยังได้การอนุมัติจากประเทศจีนแล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงโดยวัคซีนชนิดนี้ได้การรับรองตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 เดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2564 นอกจากนี้มีประมาณถึง 45 ประเทศแล้วที่มีการซื้อวัคซีนชิโนฟาร์มนี้ไปทำการฉีดให้กับประชาชนในประเทศของตนเองนอกจากนี้องค์กรอนามัยโลกเอง

ก็ได้มีการออกมารับรองวัคซีนชิโนฟาร์มแล้วเช่นเดียวกันว่าเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสามารถใช้งานได้คุณสมบัติใกล้เคียงกับวัคซีนไฟเซอร์และ แอสตร้าเซนเนก้า  เลยทีเดียว และวัคซีนชนิดนี้ยังเป็นวัคซีนเดียวที่ผลิตมาจากประเทศจีนและได้รับการรับรองจาก WHOนั้นเอง 

       อย่างไรก็ตามองค์กรอนามัยโลกได้มีการระบุถึงคุณสมบัติของวัคซีนชิโนฟาร์มว่าหากมีการฉีดวัคซีนชนิดนี้เข้าไปในร่างกายมันจะสามารถป้องกันเชื้อไวรัส covid ได้ทุกสายพันธุ์เลยทีเดียวแน่นอนว่าทางด้าน WHO  ได้มีการทดลองเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยยืนยันว่าเมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะสามารถตอบสนองต่อไวรัสโควิด-19 ได้ทุกสายพันธุ์ดังนั้นจึงได้รับความเห็นชอบจากWHO ให้สามารถจำหน่ายวัคซีนชนิดนี้ให้กับประชาชนฉีดได้ และยืนยันว่าไม่เกิดอันตราย 

       สำหรับเงื่อนไขของการฉีดนั้นต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปและที่สำคัญการฉีดวัคซีนชนิดนี้จะต้องฉีดด้วยกันทั้งหมด 2 เข็มซึ่งแต่ละเข็มนั้นจะต้องทิ้งช่วงในการฉีดห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดนี้ยังไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์โดยรวมแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 79 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นและถ้าหากใครฉีดวัคซีนชนิดนี้เข้าไปแล้วจะมีอาการอ่อนเพลียและปวดหัวรวมถึงอาจจะมีอาการปวดตรงบริเวณที่ฉีดซึ่งถือว่าเป็นอาการที่ไม่รุนแรงมากนัก 

      ดังนั้นหากใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะฉีดวัคซีนดีหรือไม่ นี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    สมัครบาคาร่า 888

0 Comments
Read Full

เทคนิคการชะลอคอลลาเจนให้ค่อยๆลดลงจากร่างกาย

          เทคนิคการชะลอคอลลาเจน    เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าคอลลาเจนนั้นมีส่วนสำคัญของร่างกายโดยเฉพาะมีส่วนสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของความสวยความงามซึ่งในปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายคนวัยกลางคน

หรือแม้แต่คนชราก็นิยมทานคอลลาเจนกันเพราะไม่ต้องการให้ผิวพรรณนั้นเหี่ยวเฉาอย่างไรก็ตามวันนี้เราจะมาพูดถึงเทคนิคการช่วยชะลอการเล่นให้ค่อยๆลดลงออกจากร่างกายเพื่อที่เรานั้นจะได้ไม่แก่เร็วมาดูกันว่าการชะลอคอลลาเจนออกจากร่างกายให้ลดลงให้น้อยที่สุดนั้นจะมีเทคนิคอย่างไรกันบ้าง 

           หากเราต้องการที่จะชะลอคอลลาเจนให้ค่อยๆทยอยออกจากร่างกายทีละนิดเพื่อไม่ให้แก่เร็วนั้นเราจำเป็นที่จะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูลของคอลลาเจน  ซึ่งคุณรู้หรือไม่ว่าโดยปกติแล้วผิวหนังของคนเราตั้งแต่แรกเกิดขึ้นไป

จะเริ่มผลิตคอลลาเจนขึ้นมาเรื่อยๆแล้วพอมาถึงอายุช่วงประมาณ 20 ปีนั้น คอลลาเจนที่มีอยู่ในร่างกายก็จะมีอยู่ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์   และหลังจากที่เราอายุ 20 ปีไปแล้วคอลลาเจนของเรานั้นก็จะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆโดยจะลดลงปีละ 1.5 เปอร์เซ็นต์นั่นเอง 

          อาจจะมองว่าคอลลาเจนที่ลดลงออกจากร่างกายเพียงแค่ปีละ 1.5 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากๆแต่คุณรู้หรือไม่ว่าถ้าหากลดลงเรื่อยๆและลดลงทุกๆปีและยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้คอลลาเจนลดลงมากกว่านั้นจะทำให้หน้าของคุณนั้นเหี่ยวหรือแก่ได้อย่างแน่นอน  เพราะคอลลาเจนมีคุณสมบัติทำให้หน้าตึง ไม่มีตีนกา 

ดังนั้นถ้าหากเราสามารถทำให้คอลลาเจนที่ต้องลดปีละ 1.5 เปอร์เซ็นต์ลดน้อยกว่านี้ได้อีกก็จะทำให้เราแก่ช้าลงไปอีกจากที่อายุ 30 ปีใบหน้าของเราก็จะอ่อนเยาว์เหลือเพียงแค่ 20 ปีก็ได้เช่นเดียวกันไปนานแล้ว 

      การที่คอลลาเจนลดลงนั้นมีด้วยกันด้วยหลายสาเหตุโดยสาเหตุอันดับต้นๆนั้นก็คือแสงแดดนั่นเองยิ่งเราทำผิวของเราไปถูกแสงแดดมากเท่าไหร่คอลลาเจนก็จะลดลงมากเท่านั้นดังนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือพยายามอย่าให้ร่างกาย

หรือใบหน้าของเรานั้นโดนแสงแดด พยายามอยู่ในร่มให้มากที่สุดแต่ถ้าทำไม่ได้ต้องออกไปข้างนอกและผิวของเราต้องถูกแสงแดดแล้วเราก็คุณควรจะต้องทาครีมกันแดดเพื่อปกปิดผิวพรรณเพราะการที่แสงแดดมาโดนผิวของเรานั้นไม่ใช่จะทำให้คอลลาเจนลดลงเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังทำให้เกิดฝ้าและกระได้อีกด้วย

        นอกจากนี้การที่เรากินอาหารที่ดีมีประโยชน์ก็จะช่วยลดหรือชะลอการลดคอลลาเจนลงได้เช่นเดียวกันและที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือคุณจะต้องนอนให้เพียงพออย่างน้อยต้องวันละ 7-8 ชั่วโมงจึงจะสามารถทำให้คอลลาเจนของคนนั้นลดลงจากร่างกายได้น้อยกว่า 1.5% นั่นเอง

นอกจากนี้การที่เรามีสุขภาพจิตที่ดีไม่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่สูบบุหรี่ก็ยังช่วยให้คอลลาเจนในร่างกายของเราอยู่นานไม่ลดลงเยอะอีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บาคาร่า w88

0 Comments
Read Full

ห้ามทำ KETOGENIC DIETเพื่อลดไขมัน

ใครที่กำลังลดไขมันหรือว่าลดความอ้วนอยู่เราเชื่อเลยว่าทุกคนเคยได้ยินคำว่า KETOGENIC DIET ซึ่งถ้าเกิดว่าคคุณได้ยินมาเราอยากให้คุณอ่านในบทความนี้ให้จบเพื่อสวัสดิภาพของไขมันแล้วก็ร่างกายของคุณเองคุณจะได้ทำอย่างถูกต้องและมีสุขภาพที่ดีด้วยและได้ผลด้วยตามไปดูทีละข้อกันเลย

สำหรับคำถามที่เรามักจะสงสัยกันคือ KETO

คืออะไรคุณลองไปค้นหาในกูเกลิมันก็จะขึ้นมาเลยมันก็จะบอกว่ามันคือการกินแป้งน้อยหรือKETOคือการกินอาหารที่ตัดแป้งอะไรพวกนี้ฟังให้ชัดเจน KETOGENIC DIETเป็นลักษณะของการกินที่เข้าสู่หมวดหมู่ที่เรียกว่า HIGH FAT LOW CARBS 

โดย HIGH FAT LOW CARBSก็คือการกินไขมันเยอะโลคาร์บคือการกินแป้งน้อยทุกสิ่งมันเป็นข้อที่เข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดของคำว่าคีโตคือการตัดแป้งที่จริงแล้วมันไม่ใช่เพราะทุกครั้งที่เราตัดแป้งหรือว่าลดสารอาหารอะไรบางอย่างอะไรลงไปเรามักจะพยายามเพิ่มสารอาหารอื่นขึ้นมาเพื่อให้เราอยู่ได้

นอกจากนี้ให้คุณลองนึกภาพดูเอาง่ายๆว่าหลายๆคนเคยทำคีโตแบบผิดวิธีคือการไม่กิยข้าวซึ่งตรงนั้นผิดวิธีและอันตรายมากเลยดังนั้นสัดส่วนของคนที่กินคีโตจะประกอบไปด้วยไขมัน65-70%โปรตีนอยู่ที่ประมาณ20-25%และคาร์โบไฮเดรตประมาณ5%ของแคลอรี่ทั้งวัน

ซึ่งถ้าเรามองดูตามสัดส่วนตรงนี้แล้วบอกเลยว่าไขมันเยอะมากๆแล้วจะมีแป้งน้อยมากๆก็จะเป็นที่มาของคำว่า KETOGENIC DIETนั่นเอง

เนื่องจากนี้การทำงานของ KETOGENIC DIETก็จะมีอยู่หลักๆสองทางด้วยกันอันดับแรกคือมันเป็นรูปแบบการกินที่มันมีวินัยมากขึ้นลองนึกภาพง่ายๆถ้าคุณลองกินตามใจปากไม่ได้ควบคุมอะไรเลยอยู่ดีๆคุณก็จะมาเข้า KETOGENIC DIETหรือเป็นแบบแผนรายงานว่าเราทำอะไรที่มันมีระบบมากขึ้น

เช่นมีการเลือกกินมากขึ้นมีการกินที่ดีขึ้นมีการกินที่ดีขึ้นและที่สำคัญพอเราตัดอาหารประเภทออกไปจากที่เคยกินแป้งเยอะมากๆเหลือแป้งแค่5%ของทั้งวันก็ทำให้เราได้รับพลังงานน้อยลงเกิดเป็นCALORIE DEFICITนั่นเอง

ซึ่งCALORIE DEFICITแปลเป็นไทยง่ายๆก็คือหลักการที่เรากินน้อยก่อนที่เราจะใช้ยิ่งนอกจากCALORIE DEFICIT / KETOGENIC DIETเป็นอะไรที่ค่อนข้างที่จะพิเศษนิดนึงตรงที่ว่ามันมีหลักการในการปรับระบบพลังานของร่างกายเรา

ด้วยเนื่องจากว่าร่างกายของเคนเรานั้นปกติแล้วมักจะใช้กลูโคสก็คือน้ำตาลสมองของเราใช้น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานหลักเมื่อเราไปโลคาร์บแล้วกินไขมันมากขึ้นมันเป็นการทำให้ร่างกายสามารถใช้ไขมันได้มากขึ้นผ่านกระบวนการที่เรียกว่าKETOSIS

 

0 Comments
Read Full

สูตรลดน้ำหนักที่กำลังนิยมและได้ผลมากๆ

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของสูตรที่ลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมเยอะมากๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไอเอฟยิ่งอดยิ่งผอม ต้องบอกก่อนนะว่าในการทำไอเอฟเนี่ยเป็นการอดอาหารแบบมีความรู้นะ สูตรลดน้ำหนักที่กำลังนิยม ไม่ใช่การอดอาหารแบบตัดมื้อเย็นออกแล้วเช้ากับเที่ยงยังเลือกกินไม่เป็นแล้วดึกๆก็มาหิวแล้วไปกินมื้อก่อนนอนอีก ไม่ใช่แบบนั้นนะ

ไอเอฟคือการกำหนดช่วงเวลาที่เราสามารถกินอาหารได้

และเราต้องอดอาหาร ซึ่งตรงนี้มันก็มีหลายสูตรด้วยกันนะในบางสูตรก็เป็นแบบวันเว้นวัน โดยวันนี้ทั้งวันกินอาหารตามปกติแต่พรุ้งนี้ทั้งวันก็มิ่นอะไรเลย เรียกว่าอดเต็มวันเต็มๆอาจจะทำสัปดาห์ละสองครั้ง

อาจจะเป็นสูตร 20/4 ก็คือมีช่วงที่อดอาหาร 20 ชั่วโมงต่อวัน

และมีช่วงเวลาที่กินได้แค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น แต่แบบที่ซอฟที่สุดและคนที่ฮิตทำกันมากที่สุดก็คือสูตร 16/8 คือมีช่วงอดอาหารอยู่ 16 ชั่วโมง แล้วช่วงที่กินได้มีอยู่ 8 ชั่วโมง

ซึ่งตรงนี้เราสามารถที่จะกำหนดระยะเวลาได้เองนะวว่าเราจะเริ่มกินกี่โมงแล้วไปจบที่กี่โมง เรายกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเลือกที่จะทำสูตร 16/8 คือมีช่วงเวลาที่กินได้ 8 ชั่วโมง และต้องอดอาหาร 16 ชั่วโมง เราอาจจะวางแผนว่าเริ่มกินตอนเที่ยงตรงแล้วกินได้ 8 ชั่วโมงก็คือกินได้ถึง 2 ทุ่ม โดยหลังสองทุ่มไปก็ห้ามกินอะไรเลย

จะกินได้อีกทีก็เที่ยงตรงวันถัดไป แต่ถ้าเกิดบางคนรู้สึกว่าจะต้องกินอาหารเช้าก็จำเป็นที่จะต้องใช้พลังงานช่วงเช้าเยอะ อาจจะเปลี่ยนแผนเป็นเริ่มกินแปดโมงเช้า แล้วก็ไปจบมื้อสุดท้ายที่สีโมงเย็น นั่นก็คือ 16 นาฬิกา ก็ยังถือว่ามีช่วงเวลาในการกินแปดชั่วโมง

โดยหลังสี่โมงเย็นเป็นต้นไปก็ห้ามกินอะไรเลยยกเว้นน้ำเปล่าจนถึงแปดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น แบบนี้เขาเรียกว่าการทำไอเอฟ ถ้าเราคิดอยากจะทำไอเอฟ สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกก็คือเรื่องไลฟ์ไตล์ของเราเนี่ยว่าเราเหมาะสมที่จะทำสูตรไหน แล้วช่วงเวลาไหนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการกินของเรา

ยกตัวอย่างเช่นบางคนที่มีชีวิตที่ต้องเร่งรีบในช่วงเช้า ต้องรีบไปทำงานแล้วเป็นคนที่ตื่นสายไม่ค่อยมีเวลาในการกินอาหารเช้าอยู่แล้วส่วนมากก็จะกินอะไรก็ไม่รู้มื้อเช้าขอแค่ได่อยู่ท้อง ซึ่งไอ่ที่กินอะไรก็ไม่รู้เนี่ยมันดันไม่ค่อยมีประโยชน์แคลอรี่เยอะ สารอาหารน้อยอีกเราก็อาจจเลือกทำไอเอฟโดยการที่มื้อเช้าเราก็ไม่กิน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sa gaming ขั้นต่ำ 5 บาท

0 Comments
Read Full

ฉีดวัคซีนเป็นอัมพฤกษ์จริงหรือไม่?

ฉีดวัคซีนเป็นอัมพฤกษ์จริงหรือไม่?

โดยเมื่อวานได้มีรายงานเกิดเหตุมีรายงานทางการแพทย์ว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพหลายท่านเลย6ท่านเกิดอาการคล้ายกับเป็นสโตรกก็คืออัมพฤกษ์6รายเลยทีเดียวในช่วงใกล้ๆกันก็เลยทำให้ผู้คนตกใจกันเลยว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือเปล่าขอเท้าความเดิมนิดนึง

โรคลิ่มเลือดอุตันต่างๆที่เราได้ข่าวมาโดยตลอดไม่ได้เกิดขึ้นกับวัคซีนซิโนแวคตอนนี้ในประเทศเรามีวัคซีน2ชนิดก็คือแอสตร้าเซนเนก้า กับ ซิโนแวค ที่กำลังจะฉีดหรือที่ฉีดไปแล้วที่เกิดลิ่มเลือดอุตันโดยส่วนใหญ่ที่ได้รายงานทั่วโลกจนทางแดเดนมาร์กยกเลิกการใช้แอสตร้าเซนเนก้าทางอเมริกายกเลิกการใช้จอนสันแอนด์จอนสันบางส่วนชั่วคราว

ซึ่งได้ทำให้ทางยุโรปได้ยกเลิกในการต่อสัญญากับแอสตร้าเซนเนก้า

เหตุผลก็เพราะว่าเกิดลิ่มเลือดอุตันเป็นลิ่มเลือดอุตันเกิดอาการคล้ายๆอัมพฤกษ์ถ้าไปอุตันที่สมองก็เป็นอัมพฤกษ์อุตันที่ปอดก็เป็นปอดเส้นเลือดดำที่เป็นปอดอุกั้นก็๕อเกิดลิ่มเลือดที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนอยู่2บริษัทที่รายงานทั่วโลกก็คือแอสตร้าเซนเนก้ากับจอนสันแอนด์จอนสัน

โดยทั้งสองวัคซีนตัวนี้เป้นวัคซีนที่ผลิตในอันเดียวกันก็คือเอาเชื้อของโคน่าไวรัสโควิดบางส่วนทำให้อ่อนกำลังและนำเอาบางส่วนที่ไม่ก่อโรคเอาไปใส่กับไวรัสอีกตัวนึงแล้วก็ฉีดเข้าไปในคนเพื่อที่ทำให้คนได้ไปรู้จักกันพอคนรู้จักกับโคโรน่าไวรัสร่างกายคนเราก็จะสร้างภูมิคุ้มกันโดยเป็นหลักการของวัคซีน

ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดอุตันจนได้มีการหยุดการใช้เป็นการชั่วคราวในบางประเทศในบางโซนอันนี้คือข่าวเก่าแต่ว่าซิโนแวคที่ประเทศเราได้นำเอามาใช้ส่ววนหนึ่งก็อาจจะไม่ได้เยอะหรอกแต่ว่าเอามาใช้ส่วนหนึ่งก็คือซิโนแวคก็เป็นวัคซีนอีกชนิดหนึ่งของจีน

ซิโนแวคเป็นวัคซีนอีกชนิดหนึ่งเลยที่จริงแล้วเป็นเทคนิคเก่าด้วยก็คือเอามาทำให้เชื้อนั้นมีความอ่อนกำลังลงแล้วฉีดเข้าไปในร่างกายเชื่อนั้นที่อ่อนกำลังลงไม่สามารถที่จะไปก่อโรคในคนได้เท่าที่ทราบมายังไม่มีรายงานว่าเกิดลิ่มเลือดอุตันนคนที่ฉีดวัคซีนชนิดนี้ยังไม่มีรายงาน

พอจนมาเกิดเรื่องที่ซิโนแวค6รายที่จังหวัดระยองจริงๆแลววันนี้เกิด1รายที่ลำปางและเกิด1รายที่พระมงกุฎเอาจริงๆโดยกลุ่มแพทย์ก็รู้กันเยอะโดย6รายที่ระยองถ้าใครติดตามดูก็คงจะได้ฟังอาจารย์ท่านหนึ่งได้เล่าอย่างละเอียด

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ฝาก-ถอน ออ โต้ จีคลับ

0 Comments
Read Full

ตารางออกกำลังกายให้เหมาะกับตัวคุณมีตั้งแต่1วันจนถึง6วันต่อสัปดาห์

ซึ่งใน ตารางออกกำลังกาย จะแบ่งออกเป็น3หมวดหมู่คือ Beginer มือใหม่  lntermediate ทั่วไป Advanced มือโปร โดย Beginer มือใหม่  จะฝึกตั้งแต่1-2วันต่อสัปดาห์  lntermediate ทั่วไป จะอยู่ที่3-4วันต่อสัปดาห์ ส่วน Advanced มือโปรจะอยู่ที่5-6วันต่อสัปดาห์

เราสามารถที่จะเริ่มได้ทุกคน1-2วันต่อสัปดาห์

เราขอเริ่มจากคนที่มีเวลา1วันต่อสัปดาห์สำหรับในการออกำลังกายก่อนเราจะเล่นทุกส่วนของร่างกายคุณจะต้องมั่นใจด้วยว่าคุณฝึกทุกมัดกล้ามเนื้อนั่นเอง เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อให้อยู่ในระดับเดิมและมีสุขภาพที่ดี

ดังนั้นเราเลยจะเน้นไปที่กล้ามเนื้อมัด อก  หลัง ไหล่ ขา ท้อง โดยเป็น5ส่วนที่คุณต้องมั่นใจด้วยว่าคุณฝึกให้ครบทุกมัดกล้ามเนื้อนั่นเองแต่ถ้าจะให้ดีคุณควรฝึก2วันต่อสัปดาห์เพราะการฝึก2วันต่อสัปดาห์หมายความว่าคุณจะฝึกได้มมัดนึง2ครั้งต่อสัปดาห์เป็นการแบ่งTota body ฝึกทั้งตัว และเว้นระยะห่าง

เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูยกตัวอย่างเช่นฝึกวันจันทร์พักแล้ว

ไปฝึกอีกทีในวันพฤหัสนั่นเองก็จะทำให้ตารางของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่า1วันอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณมเวลามากกว่านั้นก็จะให้คุณฝึก3-4วันต่อสัปดาห์

ก็เป็นโปรแกมที่คนส่วนใหญ่เขาฝึกกันนั่นเองแต่การวางโปรแกมนั้นก็จะต่างกับ1-2วันคือเราจะแบ่งUPPER / LOWERเราก็จะทำแบบนี้เพื่อที่ว่าเราจะได้ฝึกช่วงบนให้ได้เต็มที่แล้วช่วงล่างให้ได้เต็มที่

เพราะฉะนั้นแล้วยกตัวอย่าง3วันต่อสัปดาห์

คุณอาจจะแบ่งเป็นวันเว้นวันก็ได้UPPERวันนึง LOWERวันนึงก็เป็นการเน้นช่วงบนสำหรับพวกผู้ชายที่อยากจะมีช่วงบนที่ใหญ่แต่ผู้หยิงก็จะเน้นช่วงล่างก็อาจจะเป็นLOWER UPPER LOWER นั่นเอง

แต่ถ้าจะให้ดีเลยเราแนะนำให้เป็น4วันต่อสัปดาห์ยิ่งดีไปกว่านั้นจริงๆการออกกำลังกายยิ่งมากก็ยิ่งดีหลายคนอาจจะมีคำถามว่าการที่เราแบ่งตารางเป็น อก หลัง ไหล่ ขา อะไรแบบนี้จะดีกว่าไหมแต่เรายึดหลักของงานวิจัยที่เขาได้บอกเอาไว้ว่า

ฝึกมัดละ2ครั้งต่อสัปดาห์มันจะเป็นการสร้างกล้ามเนื้อได้ดีที่สุกโดยการวางโปรแกมUPPER กับ LOWER แบบนี้มันก็จะดีกว่า ส่วนตาราง5-6วันต่อสัปดาห์สำหรับคนที่อยากจะออกกำลังกายอย่างจริงจังอยากจะเห็นผลเร็วซึ่งคุณสามารถนำเอาโปรแกมนี้ 

สำหรับตาราง5วันคือ Push Pull Lower Push Pullนั่นเองมันเป็นการอัพและถ้าใครอยากจะเน้นต้องมั่นใจด้วยว่าใน5วันนั้นซ้ำมันจะทำให้การพัฒนาช่วงล่างของคุณได้ดีขึ้นนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet เว็บแม่

0 Comments
Read Full

ทางเลือกสุขภาพ อาหารเสิรมที่เหมาะสมกับคนวัยชรา

อาหารเสริม ขึ้นชื่อว่าเป็นของกินที่ช่วยเสริมเติมขึ้นมาจากของกินธรรมดา อาหารเสิรมที่เหมาะสมกับคนวัยชรา ที่พวกเราจำต้องรับประทานอาหารเสริมก็เพื่อชดเชยสารอาหารบางสิ่งบางอย่างที่พวกเราบางทีก็อาจจะขาด หรือได้รับไม่พอจากของกินมื้อธรรมดาที่พวกเรารับประทานอยู่แต่ละวัน รวมทั้งในบางบุคคลที่ร่างกายไม่ปกติกระทั่งทำให้พวกเราได้รับสารอาหารบางสิ่งบางอย่างน้อยกว่าคนอื่น ๆ  ที่มีสุขภาพเกี่ยวกับร่างกายที่แข็งแรง

แต่ว่าสำหรับคนวัยชรา ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย ครั้งคราวเมื่อความชรามาเยือนความเหนื่อยหน่ายของกินก็มักถามหาเช่นกัน เนื่องจากฮอร์โมนต่าง ๆ ภายในร่างกายมีการเปลี่ยน อาหารเสริมก็เลยเป็นช่องทางที่เหมาะสมกับหมู่คนวัยชรา เพื่อชดเชยสารอาหารอะไรบางอย่างที่ไม่อาจจะกินได้จากของกินหลักนั่นเอง

คำแนะนำสำหรับในการกินอาหารมื้อหลักที่คนสูงอายุควรจะทำ อาหารเสิรมที่เหมาะสมกับคนวัยชรา เพื่อสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง 

– ทานอาหารให้ตรงเวลาเป็นประจำ ไม่งดเว้นของกินมื้อใดมื้อหนึ่ง

– ทานอาหารที่หลากหลาย ไม่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ

– รับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆ เพื่อลดปัญหาระบบไม่ย่อย

– ทานอาหารว่างระหว่างมื้อ เพื่อร่างกายได้รับพลังงานที่พอเพียง

– รับประทานอาหารอ่อน บดง่าย กลืนง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่มีฟัน หรือใส่ฟันปลอม

– ลดของกินเค็มจัด เพื่อคุ้มครองความดันเลือดสูง รวมทั้งบวมน้ำ

– ลดของกินทอดกรอบ และก็ของมัน ตัวอย่างเช่น น้ำกะทิ เนยเทียม เนยขาว

ส่วนอาหารเสริมนั้นพวกเราควรที่จะทำการเลือกอาหารเสริมที่สมควรแก่ความอยากได้ของสุขภาพที่เกิดขึ้นกับร่างกายหรืออายุวัย รวมทั้งควรที่จะทำการเลือกอาหารเสริมที่มาจากธรรมชาติ ดังเช่น พวกสมุนไพร จะดีมากกว่าพวกอาหารเสริมสังเคราะห์ เนื่องจากปราศจากสารตกค้างแล้วก็สารเคมีต่าง ๆ ได้

– เห็ดหลินจือแดง

มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นแนวทางการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่ช่วยยั้งการรับเชื้อไวรัส แบคทีเรีย แล้วก็รา ผลจากการกระตุ้นหลักการทำงานของเม็ดเลือดขาวจะไปกระตุ้นให้เซลล์จัดการโรคมะเร็ง ดำเนินงานได้มากขึ้นด้วย นำมาซึ่งการทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคและก็เซลล์ของโรคมะเร็งได้อย่างยอดเยี่ยม แล้วก็ยังรักษาอาการภูมิแพ้

– โสมแดง

โสมช่วยในเรื่องของสมอง เพราะสารสกัด Ginsenosides บางประเภทจากโสม ส่งผลต่อระบบศูนย์กลางควบคุมความรู้ความเข้าใจ มีผลช่วยปรับปรุงความรู้ความเข้าใจในด้านความจำและก็ช่วยสำหรับเพื่อการบรรเทาของระบบเส้นประสาทที่ดียิ่งขึ้น ช่วยหยุดและก็ลดความเคร่งเครียดในระบบสมองรวมทั้งเพิ่มความจำ

– ถั่งเช่า

มีคุณลักษณะช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล คุ้มครองการเกิดอาการอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรักษาอาการไตอักเสบ คุ้มครองป้องกันโรคหอบหืด ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นของการบีบตัวของหัวใจ เสริมคุณภาพของกล้ามเนื้อหัวใจ แล้วก็รักษาโรค SLE  

การเอาใจใส่ในสารอาหารที่คนวัยชราได้รับรวมทั้งเปลี่ยนแปลงให้สมควรตามวัยนั้น เป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าการที่วัยชราได้รับสารอาหารที่ครบบริบรูณ์เป็นผลดีต่อร่างกายในระยะยาวของคนวัยนี้

 

สนับสนุนโดย.    gclub สล็อตฟรี

0 Comments
Read Full

จริงหรือไม่ หากไม่รับกลิ่น ไม่รับรส เท่ากับสัญญาณการติดเชื้อโควิด-19

สถานการณ์โควิด-19 นั้น ในบางประเทศก็สามารถจัดการได้ดีขึ้น บางประเทศยังไม่สามารถจัดไรได้ดีเท่าที่ควร และบางประเทศก็กลับมาวิกฤตอีกครั้ง โดยเมื่อช่วงแรกที่มีการระบาดของโรคนั้น สัญญาณการติดเชื้อโควิด-19 อาการที่พบก็จะเหมือนหรือคล้ายกับการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ทำให้ไม่สามารถระบุได้แน่ ๆ ว่านั่นเป็นอาการของโรคโควิด-19 หรือไม่ ต่อมาไม่นานเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็มีการกลายพันธุ์ และผู้ติดเชื้อก็เริ่มมีอาการที่สามารถสังเกตได้ง่ายขึ้น คือ การไม่รับกลิ่น ไม่รับรส

ท่ามกลางเหตุการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19

จากการศึกษาเล่าเรียนจากงานศึกษาวิจัยปัจจุบันที่พิมพ์ในนิตยสารออนไลน์ International Forum of Allergy & Rhinology ในต่างชาติ พบว่า อาการที่เราไม่สามารถรับทราบกลิ่น รวมทั้งการรับทราบรส เป็นหนึ่งในอาการยอดฮิตที่พบบ่อยในคนไข้ติดเชื้อโรคโควิด-19

ลักษณะของอาการดังที่กล่าวผ่านมาแล้วยังถูกจัดอยู่ในคนเจ็บติดเชื้อโรคที่มีลักษณะอาการไม่ร้ายแรงมากมายแล้วก็พบได้ทั่วไปในคนเจ็บที่อายุยังน้อย คนป่วยบางรายอาจมีลักษณะของการปวดท้องและก็เจ็บตาร่วมด้วย ผู้ติดโรคบางทีอาจยังสามารถรับรสได้บ้างบางรส อาทิเช่น รสเค็ม หรือรสหวาน แม้กระนั้นจะไม่อาจจะกำหนดรสที่ถูกต้องได้แน่ ๆ อย่างเห็นได้ชัด

ผลทดลองจากคนเจ็บ COVID-19 ปริมาณ 59 คน

ทีมงานนักวิจัยพบว่า ปริมาณคนเจ็บที่ส่งผลการทดลองโควิด-19 เป็นบวก จะสูญเสียความรู้ความเข้าใจสำหรับในการดมถึง 68% รวมทั้งสูญเสียความรู้ความเข้าใจสำหรับการรู้รสถึง 71% 

เหมือนกับเมืองไทยที่ช่วงวันที่ 6 เดือนเมษายน 2563 ราชวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองไทย ซึ่งเป็นหมอด้าน หู คอ จมูก ได้ออกประกาศ ฉบับที่ 3 เรื่อง ข้อเสนอแนะเรื่องอาการสูญเสียการได้กลิ่นในคนไข้โรคติดเชื้อ เชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 บอกว่า ผู้เจ็บป่วยโควิด-19 เจอมีลักษณะอาการสูญเสียการได้กลิ่น ได้ถึง 2 ใน 3 คนเจ็บโควิด-19 เป็นอาการหลักถึงปริมาณร้อยละ 30

เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิดก็ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ตนเองและแพร่กระจายอย่าง หลากหลายในตแต่ละประเทศ ซึ่งในไทยตอนนี้คือ สายพันธุ์เดลต้า ในปัจจุบันนี้อาจไม่สามารถระบุได้ชัดเจนแล้วว่าอาการแบบนี้ติดโควิดหรือเปล่า มีการรายงานเกี่ยวกับผู้ที่ไม่มีอาการอะไรเลย แต่กลับตรวจพบเชื้อโควิด-19 

ฉะนั้น พวกเราสามารถดูแลตนเองให้ไกลห่างจากโควิด-19ได้โดยการ ทำให้ภูมิต้านทานร่างกายของพวกเราให้แข็งแรง อาทิเช่น ไม่เครียด นอนพักให้พอเพียง บริหารร่างกายวันละ 30 นาที ขั้นต่ำอาทิตย์ละ 3 วัน เพื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสก้าวหน้าเพิ่มขึ้น สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้คน หลีกเลี่ยงการพบปะผู้คน เพราะว่าตอนนี้ก็ไม่สามารถไว้ใจใครได้แล้วเช่นกัน

 

สนับสนุนโดย.  sa casino ฟรี300

0 Comments
Read Full

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน และอาหารอะไรบ้างที่ผู้ป่วยไตไม่ควรกิน

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงการณ์ว่าตอนนี้มีคนเป็นโรคเบาหวานทั่วทั้งโลกไม่น้อยเลยทีเดียวกว่า 425 ล้านคน แล้วก็มีลักษณะทิศทางมากขึ้นถึง 642 ล้านคนภายในปี พุทธศักราช 2583

จากผลที่ได้รับจากการสำรวจสุขภาพประชากรไทยครั้งปัจจุบันเมื่อปี 2557 พบว่าคนประเทศไทยราว 4.8 ล้านคน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน รวมทั้งมีปริมาณมากขึ้นทุกปี

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน จากสถิติพบว่า คนที่เป็นโรคเบาหวานจำนวนร้อยละ 50 ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรค รวมทั้งคุณอาจเป็นหนึ่งในในนั้น โดยเหตุนั้นการตรวจคัดเลือกกรองโรคจึงเป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็เข้ารับการดูแลรักษาอย่างทันทีทันควัน จะช่วยลดความร้ายแรงของอาการเข้าแทรกจากโรคได้

 

บุคคลที่มีโอกาสเสี่ยงต่อเบาหวาน และก็ควรจะได้รับการตรวจคัดกรอง ดังเช่น

– คนที่แก่กว่า 35 ปีขึ้นไป

– คนที่อ้วน (มีค่าค่าดัชนีมวลร่างกายหรือ BMI มากยิ่งกว่า 25) รวมทั้งมีพี่น้องแท้ ๆ ที่เป็นโรคเบาหวาน

– มีโรคความดันเลือดสูง

– ระดับไขมันในเลือดไม่ปกติ

– มีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะมีครรภ์ หรือมีประวัติคลอดเด็กอ่อนน้ำหนักเกิน 4 กก.

– มีโรคหัวใจรวมทั้งเส้นเลือด

– สตรีที่มีภาวการณ์ถุงน้ำรังไข่ (Polycystic Ovary Syndrome)

คนเจ็บโรคไตเป็นจำต้องควบคุมการรับประทานอาหาร รวมทั้งทานอาหาร ตามโภชนาการ การกินเค็มมาก กินบ่อย ๆ จะมีผลทำให้ไตทำงานมากขึ้น เนื่องจากว่าจำต้องขับโซเดียมที่เกินความต้องการใช้งานออก ด้วยเหตุดังกล่าววันนี้พวกเราจะพาทุกคนมารู้จักกับของกินที่คนเจ็บโรคไตควรจะหลบหลีกกัน

ของกินที่คนไข้โรคไตควรจะเลี่ยง

– เนื้อสัตว์ติดมัน

– ไข่แดง

– ขนมปังโฮลวีต รวมทั้งของหวานเบเกอรี่ต่าง ๆ

– หลบหลีกเนื้อสัตว์ดัดแปลง ตัวอย่างเช่น ไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ หมูหยอง แหนม ลูกชิ้น ฯลฯ

– อาหารบรรจุกระป๋อง ไม่ว่าจะเป็น ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่ง ผลไม้บรรจุกระป๋อง เพราะเหตุว่าจะมียากันบูดแล้วก็จำนวนโซเดียมที่สูงมาก

– ของกินที่มีไขมัน โคเลสเตอรอลสูง ที่ได้จากไขมันอิ่มตัวของพืชรวมทั้งสัตว์ ดังเช่น น้ำกะทิ น้ำมันปาล์ม มันหมู

มันไก่ หมูสามชั้น ไข่พะโล้

– ของกินที่มีพิวรีนสูง เครื่องในสัตว์ทุกประเภท ตับ ไต หัวใจ กึ๋น ฯลฯ

 

ด้วยเหตุนี้คนป่วยโรคไตก็เลยควรต้องดูแลตนเองกระเป็นพิเศษ เลี่ยงของกินที่มีผลทำให้ค่าไตเพิ่มสูงมากขึ้น หมั่นพักผ่อนให้พอเพียง รวมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูแลรักษาสุขภาพร่างกายโดยตลอด

นอกจากนี้ผู้ที่ไม่อยากเสี่ยงเบาหวานก็เช่นกัน ควรดูแลตนเองด้วยพื้นฐานการดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ว่าจะการออกกำลังกาย การนอน การทานอาหารที่มีประโยชน์หลีกเลี่ยงอาหารที่จะแสลงต่อโรค  

 

สนับสนุนโดย.    บาคาร่า sa

0 Comments
Read Full