ห้ามทำ KETOGENIC DIETเพื่อลดไขมัน

0 Comment

ใครที่กำลังลดไขมันหรือว่าลดความอ้วนอยู่เราเชื่อเลยว่าทุกคนเคยได้ยินคำว่า KETOGENIC DIET ซึ่งถ้าเกิดว่าคคุณได้ยินมาเราอยากให้คุณอ่านในบทความนี้ให้จบเพื่อสวัสดิภาพของไขมันแล้วก็ร่างกายของคุณเองคุณจะได้ทำอย่างถูกต้องและมีสุขภาพที่ดีด้วยและได้ผลด้วยตามไปดูทีละข้อกันเลย

สำหรับคำถามที่เรามักจะสงสัยกันคือ KETO

คืออะไรคุณลองไปค้นหาในกูเกลิมันก็จะขึ้นมาเลยมันก็จะบอกว่ามันคือการกินแป้งน้อยหรือKETOคือการกินอาหารที่ตัดแป้งอะไรพวกนี้ฟังให้ชัดเจน KETOGENIC DIETเป็นลักษณะของการกินที่เข้าสู่หมวดหมู่ที่เรียกว่า HIGH FAT LOW CARBS 

โดย HIGH FAT LOW CARBSก็คือการกินไขมันเยอะโลคาร์บคือการกินแป้งน้อยทุกสิ่งมันเป็นข้อที่เข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดของคำว่าคีโตคือการตัดแป้งที่จริงแล้วมันไม่ใช่เพราะทุกครั้งที่เราตัดแป้งหรือว่าลดสารอาหารอะไรบางอย่างอะไรลงไปเรามักจะพยายามเพิ่มสารอาหารอื่นขึ้นมาเพื่อให้เราอยู่ได้

นอกจากนี้ให้คุณลองนึกภาพดูเอาง่ายๆว่าหลายๆคนเคยทำคีโตแบบผิดวิธีคือการไม่กิยข้าวซึ่งตรงนั้นผิดวิธีและอันตรายมากเลยดังนั้นสัดส่วนของคนที่กินคีโตจะประกอบไปด้วยไขมัน65-70%โปรตีนอยู่ที่ประมาณ20-25%และคาร์โบไฮเดรตประมาณ5%ของแคลอรี่ทั้งวัน

ซึ่งถ้าเรามองดูตามสัดส่วนตรงนี้แล้วบอกเลยว่าไขมันเยอะมากๆแล้วจะมีแป้งน้อยมากๆก็จะเป็นที่มาของคำว่า KETOGENIC DIETนั่นเอง

เนื่องจากนี้การทำงานของ KETOGENIC DIETก็จะมีอยู่หลักๆสองทางด้วยกันอันดับแรกคือมันเป็นรูปแบบการกินที่มันมีวินัยมากขึ้นลองนึกภาพง่ายๆถ้าคุณลองกินตามใจปากไม่ได้ควบคุมอะไรเลยอยู่ดีๆคุณก็จะมาเข้า KETOGENIC DIETหรือเป็นแบบแผนรายงานว่าเราทำอะไรที่มันมีระบบมากขึ้น

เช่นมีการเลือกกินมากขึ้นมีการกินที่ดีขึ้นมีการกินที่ดีขึ้นและที่สำคัญพอเราตัดอาหารประเภทออกไปจากที่เคยกินแป้งเยอะมากๆเหลือแป้งแค่5%ของทั้งวันก็ทำให้เราได้รับพลังงานน้อยลงเกิดเป็นCALORIE DEFICITนั่นเอง

ซึ่งCALORIE DEFICITแปลเป็นไทยง่ายๆก็คือหลักการที่เรากินน้อยก่อนที่เราจะใช้ยิ่งนอกจากCALORIE DEFICIT / KETOGENIC DIETเป็นอะไรที่ค่อนข้างที่จะพิเศษนิดนึงตรงที่ว่ามันมีหลักการในการปรับระบบพลังานของร่างกายเรา

ด้วยเนื่องจากว่าร่างกายของเคนเรานั้นปกติแล้วมักจะใช้กลูโคสก็คือน้ำตาลสมองของเราใช้น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานหลักเมื่อเราไปโลคาร์บแล้วกินไขมันมากขึ้นมันเป็นการทำให้ร่างกายสามารถใช้ไขมันได้มากขึ้นผ่านกระบวนการที่เรียกว่าKETOSIS

 

ป้ายกำกับ: