ผู้เขียน: adminone

กินอะไร ถึงจะแข็งแรงแบบนักอเมริกันฟุตบอล

ในการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลนั้นถึงจะมีกติกาเขียนไว้ว่าแข่งแค่ชั่วโมงเดียวก็ตามแต่ในการแข่งมีการหยุดทุกครั้งในหนึ่งเพลย์ และการหยุดทุกครั้งแบบนี้

ทำให้กินเวลาการแข่งยาวนานขึ้นมากว่า 1 ชั่วโมงอย่างแน่นอนและอาจจะกินเวลาไปถึง 3-4 ชั่วโมงเลยทีเดียวและยามที่ไม่มีการแข่งขันก็ใช่ว่าพวกเขาจะได้พักพวกเขาก็ยังต้องซ้อมอยากหฤโหดนั้นจึงทำให้อาหารการกินของนักอเมริกันฟุตบอลนั้น

ปริมาณที่มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป

แต่นักอเมริกันฟุตบอลแต่ละคนก็มีสูตรการกินอาหารในแต่ละวันแตกต่างกันไปซึ่งมันจะเกี่ยวข้องกับตำแหน่งการเล่น และความชอบของแต่ละผู้เล่นด้วยเรามาแอบดูกันว่า
นักอเมริกันฟุตบอลระดับตำนานแต่ละคนเขารับประทานอะไรเข้าไปบ้างในแต่ละวัน
ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เพื่อที่พวกเขาจะได้มีทั้งแรงกายและแรงใจที่จะเล่นในวันแข่งและวันซ้
อมRashad Jennings ตำแหน่ง Running Back

โดยปกติ Rashad Jennings เขาไม่ค่อยจะสนใจนับว่าวันแต่ละวัน

เขาสวาปามอาหารเขาไปทั้งหมดกี่แคลอรีเขาบอกว่าเขาเน้นไปในทางสมดุลของแต่ละมื้อมากกว่าส่วนมากเขาจะรับประทานเหมือนกันทั้งช่วงต้นและช่วงท้ายฤดูกาล เขาทานวันละ 3-4 มื้อ มื้อเช้าประกอบด้วย ไข่ขาวปั่นกับข้าวโอ้ต ตามด้วย เบคอนไก่งวง
มื้อกลางวันกับมื้อเย็นจะหนักหน่อยแต่ครบหมู่ทีเดียว สลัด โปรตีนจากเนื้อไบซันมีตโลฟไก่งวง ตามด้วยพวกแป้ง นั้นคือ ข้าว พาสต้า มัน ตบท้ายด้วย

ผลไม้และโยเกิร์ต เขามีของกินเล่นระหว่างมื้อด้วย ผลไม้ มีทบอล โปรตีนเชคฮุมมูสกับขนมปัง อโวคาโด แต่เขาบอกว่าอาหารโปรดเขาคือ ซูชิTom Brady ตำแหน่ง Quarter Backต้องบอกว่าเขาเป็นคนเข้มงวดกับการกินมากๆ

และเขาเน้นการบำรุงสมองมากๆ 80% ของอาหารที่เขาทาน ส่วนใหญ่เป็น ผัก

โฮลเกรน ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง และอีก 20% จะเป้นเนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมัน เช่น เป็ด ไก่ ปลา เน้นที่ปลาแซลมอนเป็นหลัก ที่แปลกคือ สเต็กเนื้อแต่ต้องเป็นเนื้อจากวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้าออแกนิคพร้อมกับปรุงโดยน้ำมันมะกอกและน้ำมันมะพร้าวเท่านั้น ปรุงด้วยเกลือ Himalayan Pinkเขาเป็นคนที่มีลิสรายการอาหารที่ไม่กินมากมายเลยทีเดียว พูดไม่หมดแน่ๆละ

0 Comments
Read Full

สมุนไพรยารักษาโรคในบ้าน

สมุนไพรใกล้ตัวเราที่เรามักมองข้ามกันจริงๆแล้วมีประโยชน์ในการรักษาโรคเป็นอย่างมาก
ในอดีตการที่จะไปหาหมอนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากเนื่องจากการเดินทางในอดีตนั้นมีความยากลำบากว่าสมัยนี้ดังเนั้นมื่อเกิดอาการเจ็บ

สมุนไพรจึงยารักษาโรคต่างได้เป็นอย่างดีเนื่องหาง่ายมีในครัวเรือน ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางคนสมัยก่อนมักจะคุ้นชินกับการใช้สมุนไพรในการรักษาอาการเจ็บป่ายเพราะใช้อยู่เป็นประจำ แต่ในปัจจุบันยาเคมีมีบทบาทกับคนยุคนี้มากขึ้น

เพราะกินง่ายและหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป จึงไม่ค่อยได้ใช้สมุนไพรกันบ่อยนัก จึงทำให้ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพลดลง
สมุนไพรบางชนิดอกจากจะเอาไว้รักษาอาการเจ็บป่วยได้แล้วยังสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้อีกด้วย

เป็นการประยุกต์เอายามาทำอาหารกินไดอย่างมีนัยยะ ดังนั้นเราก็เหมือนได้กินทั้งอาหารและยารักษาโรคไปในตัวเรามาดูกันดีกว่าว่าสมุนไพรที่้เราเคยและไม่เคยกินนั้น มีสรรพคุณอย่างไรวันหลังถ้าเราได้เห็นมีนบนจานอาหารจะได้ไม่ต้องเขี่ยสมุนไพรเหล่านี้ทิ้ง

1. ตะไคร้


ตะไคร้เป็นพืชที่เราพบได้บ่อยมากเนื่องจากถูกมาปรุงเป็นอาหารอยู่หลายอย่าง
ตะไคร้เป็นเครื่องต้มยำชั้นดีเพราะมีกลิ่นหอมช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหารแทบทุกอย่างจะขาดไปไม่ได้เลย
และยังมีฤิทธิ์ในการรักษาอาการ จุก เสียด แน่นท้อง ไล่ลม ได้ดีอีกด้วย

2.กะเพรา


กะเพราเป็นพืชที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีเนื่องจากเราจะได้ผัดกะเพรากันบ่อยๆ เพราะเป็นอาหารที่ทำง่ายและอร่อย กะเพราเป็นพืชล้มลุกมีรดเผ็ด
ช่วยในการขับลมได้เป็นอย่างดี เพราะในกะเพรามีน้ำมันหอมละเหยซึ่งมีฤิทธิ์ในการขับลม

3.ข่า


เป็นพิชล้มลุกอีกชนิดที่มีส่วนสำคัญในการประกอบอาหาร เพราะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรสเผ็ดร้อน มีเนื้อสีเหลืองอ่อนๆ
นำมาทำเป็นส่วนผสมของพริกเพื่อเพิ่มรสชาติและความหอมของอาหารมีฤิทธิ์ในการรักษากลากเกลื้อน ดับน้ำคาวปลาคุณแม่หลังคลอดลูกใหม่ได้
ตำข่าใส่กับมะขามเปียกแล้วก็เกลือรับประทานทุกวันก็จะช่วยให้ขับน้ำคาวปลาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

4.ขิง


ขิงเป็นพืชล้มลุกจำพวกเหง้า ขิงป็นพืชที่มีรสหวานและเผ็ดร้อน ใช้นำมาทำอาหารก็ได้เป็นยาก็ดี ขิงมีส่วนในการแก้อาการเจ็บตอ อาการไอ
และขับเสมหะได้อย่างดี ยังสามารถช่วยอาการเมารถมาเรือได้อีกด้วย เพียงนำขิงมาทุบพอแตกแล้วนำมาต้มดื่มเพียงเท่าอาการเมารถเมาเรือก็จะทุเลาลง

สมุนไพรเหล่านี้มีคุณประโยชน์ที่มากมายหาง่ายปลูกง่ายและก็ไม่เป็นภัยต่อร่างกายของเราสามารถปลูกเอาไว้ที่สวนหลังบ้านได้
นำมาประกอบอาหารก็ได้ และแถมยังได้ยารักษาโรคอีกด้วย ทีนี้เวลาเรากินอาาหารที่มีสมุนไพรหล่านี้ก็อย่าเผลอเขี่ยทิ้งล่ะ ของมีประโชยน์ทั้งนั้น

0 Comments
Read Full